• Home
  • /
  • Blog
  • /
  • DIY
  • /
  • เพราะเราทุกคนล้วนลำเอียง มาดูวิธีที่ Meditation อาจช่วยเราได้

เพราะเราทุกคนล้วนลำเอียง
มาดูวิธีที่ Meditation อาจช่วยเราได้

ธรรมชาติของความเชื่อที่เรามีในหัว อาจไม่สัมพันธ์กับรูปแบบของจิตไร้สำนึก

เพราะเราทุกคนล้วนลำเอียง มาดูวิธีที่ Meditation อาจช่วยเราได้

เมื่อใครก็ตามถามเราตรงๆ เกี่ยวกับทัศนคติของเรา เราพูดตรงกับใจทุกครั้งรึเปล่า ?

สำหรับใครที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าทุกคนควรได้รับการปฏิบัติจากคนทุกเชื้อชาติอย่างเท่าเทียม คงจะไม่ยอมปล่อยให้ความคิดเรื่องอคติทางเชื้อชาติเกิดขึ้นในลูปชีวิตประจำวันของตัวเองใช่ไหมคะ 

แต่น่าเสียดายที่ธรรมชาติของความเชื่อที่เรามีในหัว อาจไม่สัมพันธ์กับรูปแบบการทำงานของจิตใจและพฤติกรรมของเราเสมอไป สังคม วัฒนธรรม สื่อ และโครงสร้างทางสังคมสามารถป้อนความคิดเหยียดเชื้อชาติแบบเนียนๆ (และไม่ค่อยเนียน) ให้กับเรา

และเมื่อความคิดเหล่านี้ถูกป้อนอย่างซ้ำมาซ้ำไป จนกาลเวลาผ่านไป ความคิดเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมโยงภายในจิตใจของเรา และปลูกฝังให้กลายเป็นอคติในจิตไร้สำนึกโดยที่เราไม่รู้ตัว -- ถึงปากเราจะบอกว่า "ไม่" ก็ตาม เราเรียกสิ่งนั้นว่า

"ทัศนคติแอบแฝง" (implicit bias) หรือ ความลำเอียงที่อยู่เหนือจิตสำนึกการควบคุม

โดยเราจะเผลอตีความ หรือรู้สึกกับสิ่งที่ไม่รู้จักโดยเอาประสบการณ์หรือทัศนคติที่มีมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น การไม่ชอบหน้าคนที่เห็นหน้ากันครั้งแรก ก็เพราะเราเอาประสบการณ์ ทัศนคติและรูปแบบ Stereotypes ที่เคยเจอมาตีความทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ

การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีของ "ทัศนคติแอบแฝง (Implicit Bias)"

Credit: Lyubov Ivanova Getty Images

การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีของ
"ทัศนคติแอบแฝง (Implicit Bias)"

เครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการศึกษา “ทัศนคติแอบแฝง” คือ Implicit Association Test (IAT) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อศึกษาจิตไร้สำนึกที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพฤติกรรมของเรา

โดยแบบทดสอบจะแบ่งออกเป็น

  • การทดสอบทัศนคติทางเพศ (ความชอบทางเพศ)
  • การทดสอบทัศนคติต่อรูปร่าง
  • การทดสอบทัศนคติต่อประเทศชาติ
  • การทดสอบทัศนคติระหว่างอายุ
  • , การทดสอบทัศนคติต่อสีผิว
  • การทดสอบทัศนคติต่อลักษณะทางเชื้อชาติ

    สามารถเข้าไปทำแบบทดสอบได้ที่  Implicit Association Test (IAT) 
แบบทดสอบจิตใต้สำนึก (IAT) ทำงานยังไง?

Implicit Association Test (IAT)

แบบทดสอบจิตใต้สำนึก (IAT) ทำงานยังไง?

ในการทดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์นี้ ผู้ทดสอบจะขอให้ผู้เข้าร่วมจัดประเภทสิ่งเร้าสองชุดให้เร็วที่สุด ในการตรวจสอบอคติทางเชื้อชาติ ผู้ทดสอบต้องกำหนดให้ใบหน้าของคนผิวสีหรือคนผิวขาวเป็นหมวดหมู่บวกหรือลบ

คอนเซ็ปก็คือในคนที่มี implicit bias หรือ ทัศนคติแอบแฝง ต่อคนผิวสี (เช่น พวกเขาเชื่อมโยง "คนผิวสี" กับ "คนไม่ดี") พวกเขาจะใช้เวลานานขึ้นในการกดปุ่มเพื่อกำหนดคนผิวสีให้อยู่ในหมวดหมู่เชิงบวก ความล่าช้าเป็นผลมาจากการที่สมองประมวลผลในการจัดกลุ่มช้าลงเล็กน้อย 

ในขณะเดียวกัน พวกเขาจะจัดประเภทคนผิวขาวเข้าหมวดหมู่บวกได้เร็วกว่า เพราะสิ่งนี้ตรงกับการเชื่อมโยงที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา

ถึงแม้จะมีการถกเถียงกันว่าคะแนน IAT สัมพันธ์กับพฤติกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน
แต่การทดสอบนี้ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ (และถูกใช้ทั่วไปในต่างประเทศ) ในการตรวจสอบความสัมพันธ์แบบไร้จิตสำนึกของเรา

การศึกษาโดยใช้ IAT ในกลุ่มชาวสหรัฐฯ จาก Project Implicit ของ Harvard พบทัศนคติที่ต่อต้านคนผิวสีอย่างสม่ำเสมอตลอดการทดสอบ นี่อาจเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในหมู่คนผิวสี (และคนเอเชียเช่นกัน) เพราะอคติเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ว่า อคติเรื่องการเหยียดเชื้อชาติที่อยู่เหนือจิตสำนึกนี้ ยังคงดำเนินไปในสังคมโดยไม่รู้ตัว

“รูปแบบการผลิตภาพซ้ำและการตีตราเพื่อลดค่า เป็นเหมือนเชื้อเพลิงสำหรับทัศนคติแอบแฝงของตัวเรา”

ทัศนคติแอบแฝงอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของเรา (ถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมโยงระหว่างอคติโดยนัยกับพฤติกรรมในโลกจริงไม่สอดคล้องกันเสมอไป) มีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจด้านเศรษฐกิจ (economic trust exercise) พบว่าผู้เข้าร่วมที่มี IAT ต่อคนผิวขาวสูงเลือกที่จะ "ลงทุน" ในหุ้นกับคนผิวสีน้อยกว่า

ทัศนคติแอบแฝงยังส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ : ทัศนคติแอบแฝงของผู้ที่มีอาชีพงานบริการ (เช่น แพทย์ พยาบาล) สามารถส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมในการให้ปรึกษา การรักษา การเอาใจใส่ และทำให้การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการแย่ลง 

การทำงานของ Implicit Bias กับจิตใต้สำนึก

RIAN STAUFFER

การทำงานของ Implicit Bias กับจิตใต้สำนึก

ทัศนคติทางเชื้อชาติสะท้อนอยู่ในสมองของเราเช่นกัน งานวิจัย neuroimaging study ได้ทำการสแกนสมองคนอเมริกันผิวขาวในขณะที่พวกเขามองใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยของ “คนผิวสี” กับ “คนผิวขาว”

นักวิจัยพบว่าไม่เพียงแค่การกระตุ้นต่อม amygdala (ต่อมบริเวณสมองที่ประมวลผลต่อสิ่งเร้าที่คุกคามเรา) มีสูงในใบหน้าคนผิวสีมากกว่าใบหน้าคนผิวขาวเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นต่อม amygdala จากถูก “คุกคาม” ไปถึงระดับ “ต่อต้านคนผิวสี” 

กล่าวได้ว่า ยิ่งคนมีทัศนคติแอบแฝงต่อเชื้อชาติมากเท่าไหร่ ต่อม amygdala ของพวกเขาก็ยิ่งตอบสนองต่อใบคนผิวสีมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าผู้เข้าร่วมจะให้สัมษภาณ์ด้วยตนเอง แบบ self-reported (มีสติ) ก็ตาม ซึ่งบ่งชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองสะท้อนถึงจิตไร้สำนึกภายใน

มี “สติ” ผ่าน “อคติ”

มี “สติ” ผ่าน “อคติ”

สิ่งที่งานวิจัยบอกกับเราคือ ถึงแม้บางคนจะความเชื่อใน “ความเท่าเทียม” อย่างแน่วแน่แค่ไหน แต่ด้วยปัจจัยอื่นๆ อย่าง จิตวิทยา วัฒนธรรม กลับมีอิทธิพลต่อการรับรู้และการกระทำของพวกเขาจนทำให้เกิดทัศนคติที่ “ไม่เท่าเทียม” ได้

งานวิจัยยังบอกกับเราว่า การที่เราคิดไตร่ตรอง อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งเราทำเพื่อซ่อนทัศนคติแอบแฝง โดยการเปลี่ยนรูปแบบคำตอบทางจิตสำนึกที่เรา (เผลอ) ยึดเอาไว้อย่างลึกซึ้ง

ด้วยโครงสร้างทางสัมคมที่เราอยู่ เป็นเรื่องง่ายที่เราจะใช้ชีวิต และเผลอไปจัดหมวดหมู่ให้กับบุคคลอื่น โดยตัดสินจาก รูปลักษณ์ พฤติกรรม และปัจจัยภายนอกอื่นๆ ถึงเราจะไม่ได้ตั้งใจ แต่รูปแบบการผลิตซ้ำเหล่านี้อาจเป็นเชื้อเพลิงให้กับ “ทัศนคติแอบแฝง” ให้เติบโตขึ้นในอนาคตได้ 

เทรนจิตสำนึกด้วยการทำสมาธิแบบ “Loving-kindness meditation”

เทรนจิตสำนึกด้วยการทำสมาธิแบบ
“Loving-kindness meditation”

การฝึกสติในศาสตร์ Mindfulness มีความหลากหลายพอที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับทุกคนได้ ขอแนะนำ “Loving-kindness meditation” หรือการทำสมาธิด้วยความความเห็นอกเห็นใจ ที่สามารถช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามขอบเขตทางทัศนคติมีต่อผู้อื่น 

ด้วยพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการมีความสุข ปราศจากความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน การเน้นย้ำถึงความเป็นมนุษย์ช่วยให้เราก้าวข้ามขอบเขตความชอบส่วนบุคคลของได้เรา

“การทำสมาธิแบบ Loving-kindness meditation เมื่อเราพูดว่า 'ขอให้เธอมีความสุข' เราไม่จำเป็นต้องหมายความว่า 'ฉันต้องการให้เธอมีความสุข' — แต่ความรู้สึกของฉันกลับถูกลบออกไป 

แต่หมายถึง เราต้องการให้พวกเขาเป็นอิสระจากตัวเอง – สิ่งที่ครอบงำพวกเขา” Yoona Kang ผู้อำนวยการวิจัยของ Communication Neuroscience Lab ที่ Annenberg School for Communication แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียกล่าว

การเข้าร่วมการทำสมาธิที่ส่งเสริมทัศนคติของความเสมอภาคและความเห็นอกเห็นใจ

“เลือกการมีส่วนร่วมในฝึกสมาธิที่ส่งเสริมทัศนคติเกี่ยวกับความเสมอภาคและความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้เราเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่แบบไร้จิตสำนึกที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของเราได้”

ในปี 2014 Yoona Kang (ขณะนั้นอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล) ได้ทำการศึกษา โดยสุ่มอาสาสมัครให้ฝึกสมาธิ Loving-kindness meditation เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พร้อมให้ผู้ทดสอบวัดค่า IAT ของทัศนคติแอบแฝงที่มีต่อคนผิวสี และคนเร่ร่อน

หลัง 6 สัปดาห์ การงานวิจัยพบว่า ทัศนคติแอบแฝงต่อคนผิวสีและคนเร่ร่อนลดลง (ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยพื้นฐาน) แน่นอนว่านี่เป็นการวัดผลเพียงครั้งเดียวและทัศนคติแอบแฝงอาจแปรผันตามกาลเวลา เราจึงบอกไม่ได้ว่ามันจะหายไปอย่างถาวร

แต่การทดสอบนี้ก็แสดงให้เราเห็นว่าเพียงแค่เราเริ่ม “เรียนรู้” และ “พูดคุย” ถึงมุมมองด้านความเห็นอกเห็นใจและความเสมอภาคก็สามารถสร้างความเป็นแปลงในจิตสำนึกของเราได้

เลือกข้าง “ความเมตตา”

เลือกข้าง “ความเมตตา”

นักวิจัยแนะนำว่า mindfulness สามารถช่วยให้เรา “อยู่กับปัจจุบัน” ได้มากขึ้น โดยตอบสนองต่อประสบการณ์ที่สดใหม่และไม่พึ่งพาความสัมพันธ์ในอดีตมากนัก

ผลกระทบจาก Mindfulness คงอยู่นานแค่ไหน?

กรณีศึกษาในปี 2020 ได้จัดให้มีการฝึกอบรมครูผู้สอนก่อนเรียนสำหรับหนึ่งภาคการศึกษาด้วยการฝึกสมาธิและการสร้างเชื่อมโยง (อย่าง loving-kindness) และติดตามผลกระทบต่ออคติทางเชื้อชาติจากการวัดค่า IAT 

พบว่าการแทรกแซงนี้ช่วยลดอทัศนคติแอบแฝงต่อเด็กและผู้ใหญ่ผิวสี และผลกระทบนี้ยังคงอยู่ในอีก 6 เดือนต่อมา โดยไม่มีการฝึกอบรมเพิ่มเติม ด้วยผลกระทบอันทรงพลังของการรับรู้ของครูที่มีต่อประสิทธิภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความสำเร็จของนักเรียน ผลลัพธ์เหล่านี้เน้นตัวเลือกสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในการศึกษาของครู

ถึงแม้ว่างานวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การผลของงานวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่น่าตื่นเต้นสำหรับการเปลี่ยนแปลง และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นของการทำสมาธิรูปแบบต่างๆ ต่อการลดอคติอย่างถาวร 

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่เรายังคงสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอคติสังคม อย่าลืมสนับสนุนความเมตตาภายในจิตใจของเราด้วยนะคะ การเลือกมีส่วนร่วมที่ส่งเสริมทัศนคติเกี่ยวกับความเสมอภาคและความเห็นอกเห็นใจ เราสามารถช่วยเปลี่ยนอคติแอบแฝงที่เคยขับเคลื่อนพฤติกรรมของเราได้เช่นกันค่ะ

อบตัวสมุนไพร ด้วยตัวเอง งบ 33 บาท!

About the author

About the author

Tanjai Paimyotsak

Tanjai Paimyotsak

Hello I'm Tanjai Nice to meet you. If you like my content please share it with your friends.


Tags


You may also like

Emotion Hack : 5 วิธีแฮ็คฮอร์โมนร่างกายให้อารมณ์ดีขึ้น สดใสพร้อมใช้ทันที !
มอยซ์เจอร์ไรส์เซอร์ คืออะไร ? ทำไมจึงทำให้ผิวแข็งแรง
ปวดหลังแบบไหนอันตราย เช็คให้ชัวร์ก่อนสายเกินแก้!
{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

พวกเราตั้งใจและทุ่มเทกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์เพื่อทุกคน และพวกเรารู้สึกยินดีมากๆ หากคุณสนใจที่จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์คอนเทนท์ดีๆ ในคอมมูนิตี้ของเรา 

>