• Home
  • /
  • Blog
  • /
  • Lifestyle
  • /
  • จ้องจอเกินวันละ 8 ชม. เสี่ยงโรค Computer vision syndrome !

Computer vision syndrome โรคร้ายจากเทคโนโลยี - ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่า คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นไอเทมที่ต้องพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาแทบจะ 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านที่ทำงาน 

แม้กระทั่งเวลาพักผ่อนหย่อนใจก็ตาม ยิ่งการใช้ชีวิตในช่วงนี้ที่ทำให้เราต้องอยู่ติดกับหน้าจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแทบจะทุกกิจกรรมในชีวิตจะต้องเป็นไปในรูปแบบออนไลน์ จนหลายๆ คนอาจจะมีอาการออฟฟิศซินโดรม แต่วันนี้ Simplee Organic จะพาไปรู้จักอีกหนึ่งโรคยอดฮิตนั่นก็คือ COMPUTER VISION SYNDROME ที่อาจเกิดจากการจ้องคอคอมนานมากเกินไปจนทำร้ายสายตาแบบไม่รู้ตัวค่ะ

COMPUTER VISION SYNDROME 
คืออะไร

COMPUTER VISION SYNDROME คืออะไร

การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปก็อาจจะส่งผลดวงตาของเราได้ เพราะการที่ใช้สายตาอย่างไม่หยุดพักราวกับกับจอต่าง ๆ อาาจะนำไปสู่โรคคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรมได้ ( COMPUTER VISION SYNDORME) ได้ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า CVS อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงกำลังสงสัยใช่ไหมล่ะคะว่า “โรคนี้มันคืออะไรกันนะ” และ “เรา เป็น หรือ เปล่านะ” ?! มาค่ะ มาเช็คตัวเองไปพร้อม ๆ กับบทความนี้ได้เลยค่ะ

Computer vision syndrome (CVS) คือ

กลุ่มอาการทางตาและการมองเห็นที่เกิดจากการที่ใช้กับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้เนี่ย จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการใช้งานและจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องค่ะ โดยปกติคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเกิน 2 ชั่วโมง จะมีความเสี่ยงที่จะเป็น CVS ค่ะ

สาเหตุของอาการ Computer vision syndrome (CVS)  

สาเหตุของอาการ Computer vision syndrome
  • ขณะการจ้องคอมพิวเตอร์จะมีการกระพริบตาน้อย ทำให้เกิดอาการตาแห้งง่ายขึ้น
  • มีแสงสว่างในห้องไม่เหมาะสม
  • มีแสงสะท้อนจากคอมพิวเตอร์
  • ระดับสายตาในการมองจอคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม
  • อักษรบนจอคอมพิวเตอร์ไม่เรียบคมชัดเท่าตัวพิมพ์หน้าตัวหนังสือ 
  • ความไม่นิ่งของสัญญาณในจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องพยายามโฟกัสมากขึ้นจึงก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ง่ายขึ้น

สาเหตุของอาการก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยค่ะไม่ว่าจะเป็น การจ้องคอมนานจนเกินไปจนทำให้ตาแห้ง แสงสว่างในห้องไม่เหมาะสม มีแสงสะท้อนจากคอมพิวเตอร์ ระดับสายตาไม่เหมาะสมแก่การทำงานกับคอมพิวเตอร์ อักษรบนจอไม่คมชัด หรือ ความไม่นิ่งของสัญญาณในจอคอมพิวเตอร์

อาการของ Computer vision syndrome (CVS) สังเกตได้ง่าย ๆ ตามนี้เลย

อาการของ Computer vision syndrome (CVS) สังเกตได้ง่าย ๆ ตามนี้เลย
  • ตาแห้ง แสบและเคืองตา
  • ปวดเมื่อตา ตาล้า ไม่อยากลืมตา 
  •  ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด โฟกัสได้ช้าลง
  • เวลากระพริบตาอาจมีน้ำตาไหลออกมา
  • ปวดบริเวณกระบอกตา รวมไปถึงปวดศีรษะ หลัง ไหล่ หรือ ปวดต้นคอ เป็นอาการที่เรียกว่าออฟฟิศซินโรดม (office syndrome)

อาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวนะคะ และ จะหายไปเมื่อได้พักจากการใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นถ้าวันไหนใช้สายตากับคอมพิวเตอร์หนัก ๆ แล้วเกิดอาการนี้ ก็ไม่ต้องตกใจกันนะคะ แค่พักสายตาจากจอคอมสักพัก มันหายไปเองได้ค่ะ แต่ถ้าไม่หายควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะคะ พอรู้ถึงสาเหตุและอาการข้างต้น แล้วต่อไปเรามารู้วิธีป้องกันไม่ให้การเกิดโรคนี้กันเถอะค่ะ

จ้องจออย่างไร ไม่ให้ดวงตาของเราเสีย!!

จ้องจออย่างไร ไม่ให้ดวงตาของเราเสีย

ทุกปัญหาใช่ว่าจะไม่มีทางออก พาไปดูวิธีป้องกันความเสี่ยง หลีกเลี่ยงอาการโรค Computer vision syndrome กันเลยจ้า !!

จัดโต๊ะคอมใหม่

จัดคอมพิวเตอร์ตามหลัก Ergonomics และแป้นพิมพ์ให้อยู่ในระดับที่พอดีกับตัวของเรา สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องเหยียดหรืองอมากจนเกินไป โดยหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15-20 องศา และบริเวณกลางหน้าจอควรอยู่ห่าง ประมาณ 45 - 60 ซม.

เพิ่มความสว่างหน้าจอ

ปรับแสงสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้พอดีกับสาย ไม่มืดจนเกินไปและไม่สว่างจ้าจนเกินไป

กระพริบตาช่วยได้

กระพริบตาบ่อยขึ้น หยอดน้ำตาเทียม เพื่อช่วยลดอาการแห้งของตา หรือ วางแก้วที่ใส่น้ำ 1 แก้วไว้ข้าง ๆ เพื่อให้มีน้ำระเหยเพิ่มเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา

พักสายตาตามหลัก 20:20:20

ควรมีการพักสายตาระหว่างการทำงานตามหลัก 20:20:20 คือ ทุก 20 นาทีพักสายตาจากหน้าจอ และมองออกไปไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาทีต่อครั้ง และควรหยุดใช้คอมพิวเตอร์ 15 นาทีหลังจากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกัน 2 ชั่วโมง

นอกจากการจัดพื้นที่การทำงานให้เหมาะสม และพักสายตาจากการทำงานบ้าง ไม่ทำงานติดต่อกันยาวนานเหมือนกับวิ่งมาราธอนนะคะซิส อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วงให้สายตาของเราแข็งแรงก็ คือ การรับประทานผลไม้ หรือ อาหารที่ช่วยบำรุงสายตาค่ะ เรียกได้ว่าดูแลสายตาจากภายนอกแล้วก็อย่าละเลยจากการดูแลภายในนะคะ ?

บำรุงสายตาด้วยการกิน 10 อย่างนี้!!

บำรุงสายตาด้วยการกิน 10 อย่างนี้

ใช้สายตาหนักแล้ว ก็อย่าลืมทานอาหารบำรุงสายตากันบ้าง ไปดู 10 อาหารและผลไม้บำรุงสายตา วิตามินดีมีประโยชน์ไปดูกันเลย!! 

อะโวคาโด

ผลไม้โปรดของใครหลาย ๆ คน อะโวคาโด้นั้นเต็มไปด้วยไขมันดีต่อร่างกาย มีสารอาหารที่สำคัญมากมาย เช่น ลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินซี จะช่วยป้องกันอาการตาฝ้าฟาง พร้อมชะลอการเสื่อมสภาพดวงตาที่ร่วงโรยไปตามอายุ

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มักจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงสายตา เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยปริมาณวิตามินซีสูง รวมไปถึงวิตตามินเอ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลาย ลดความเสี่ยงในการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตาและลดการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย

ผักใบเขียว

ผักใบเขียวที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ตำลึง คะน้า กะหล่ำปี และผักใบเขียวอีกมากมาย มีสารลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยบำรุงสายตาให้แข็งแรงได้เช่นกัน

อัลมอนด์

อัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามินอีและกรดไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้

ไข่

ไข่แดงเป็นแหล่งของสารอาหารลูทีนและซีแซนทีน รวมไปถึงซิงค์ด้วย ช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในดวงตาแข็งแรงอยู่เสมอ

ปลาที่มีปริมาณไขมันดีสูง

ปลาประเภทนี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในเรตินาของดวงตา จึงทำหน้าที่ซ่อมแซมดวงตาของเราให้แข็งแรง ดูสดใส มีน้ำหล่อเลี้ยงที่เพียงพอ และจะลดโอกาสการเกิดโรคตาแห้งได้อีกด้วย ตัวอย่างปลาประเภทนี้ก็เป็นชื่อปลาที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือแซลมอน ทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาแอนโชวี่ ปลาสวาย ปลาดุก เป็นต้น

แครอท

หากพูดถึงการบำรุงสายตาจะต้องมีชื่อของแครอทแน่นอน เพราะเป็นผักที่บำรุงสายตาชั้นเยี่ยม อุดมไปด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และลูทีน เป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของสายตา และป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืนได้อีกด้วย

มันเทศ

ภายในมันเทศประกอบไปด้วยวิตามินเอซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญกับสุขภาพสายตา ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม โรคต้อหิน อีกทั้งยังป้องกันการติดเชื้อที่ดวงตาจนทำให้ตาอักเสบ

มะม่วง

ผลไม้บำรุงสายตาที่เต็มไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซี รวมถึงเบต้าเคโรทีน ช่วยบำรุงดวงตาให้แข็งแรง และทำให้ตาดูสดใสมีน้ำหล่อเลี้ยง ลดการเกิดอาการตาแห้งได้

ชา

ชาร้อนอุดมไปด้วยสารฟีโมนิมอลและสารต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาเป็นประจำช่วยให้ดวงตาแข็งแรง ชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาทตา และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก

ในชีวิตประจำวันของเรา คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการจ้องจอคอมหรือมือถือได้แล้ว เพราะว่ามันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญคือการใช้สายตาของเราอย่างพอดี เพราะถ้าเราใช้สายตามากเกินไป บางทีเราอาจจะกำลังเป็นโรคนี้อยู่แต่ไม่รู้ตัวก็ได้

และถ้าเป็นโรคนี้อยู่แต่ไม่รู้ตัวไม่เคยแก้ไขสาเหตุอาการที่กล่าวไปข้างต้นก็อาจจะทำให้อาการเหล่านี้มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นปัญหาที่เรื้อรังและอาจจะแก้ไขได้ยากนะคะ ฉะนั้นอย่าลืมดูแลสุขภาพสายตากันด้วยนะคะ หมั่นเช็คสุขภาพสายตาของเราบ่อย ๆ และอย่าลืมทานอาหารที่มีประโยชน์กันด้วยนะคะสาว ๆ และใครที่อยากรู้อาการของออฟฟิศซินโดรมเพิ่มเติมก็สามารถอ่านต่อได้ที่เว็บ Simplee Organic ได้เลยนะคะ

ติดตามข่าวสารและอัพเดตเทรนด์ใหม่ ๆ ได้ที่ Facebook : Simplee Organic นะคะ พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

ถาม-ตอบ

Computer vision syndrome คือ

Computer vision syndrome คือ

" Computer vision syndrome (CVS) คือ กลุ่มอาการทางตาและการมองเห็นที่เกิดจากการที่ใช้กับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้เนี่ย จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการใช้งานและจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องค่ะ โดยปกติคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเกิน 2 ชั่วโมง จะมีความเสี่ยงที่จะเป็น CVS ค่ะ"

สาเหตุของการเกิด Computer vision syndrome

สาเหตุของการเกิด Computer vision syndrome

สาเหตุของอาการ Computer vision syndrome (CVS)

1.ขณะการจ้องคอมพิวเตอร์จะมีการกระพริบตาน้อย ทำให้เกิดอาการตาแห้งง่ายขึ้น
2.มีแสงสว่างในห้องไม่เหมาะสม
3.มีแสงสะท้อนจากคอมพิวเตอร์
4.ระดับสายตาในการมองจอคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม
5.อักษรบนจอคอมพิวเตอร์ไม่เรียบคมชัดเท่าตัวพิมพ์หน้าตัวหนังสือ
6.ความไม่นิ่งของสัญญาณในจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องพยายามโฟกัสมากขึ้นจึงก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ง่ายขึ้น

อาการของ Computer vision syndrome (CVS) 

อาการของ Computer vision syndrome (CVS)

"สังเกตได้ง่าย ๆ ตามนี้เลย

1.ตาแห้ง แสบและเคืองตา
2.ปวดเมื่อตา ตาล้า ไม่อยากลืมตา
3.ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด โฟกัสได้ช้าลง
4.เวลากระพริบตาอาจมีน้ำตาไหลออกมา
5.ปวดบริเวณกระบอกตา รวมไปถึงปวดศีรษะ หลัง
6.ไหล่ หรือ ปวดต้นคอ เป็นอาการที่เรียกว่าออฟฟิศซินโรดม (office syndrome)"

Ergonomics


อบตัวสมุนไพร ด้วยตัวเอง งบ 33 บาท!

About the author

About the author

Pong Pig

Pong Pig

Hello! I am Pong Pig, Head of digital content at Simplee Organic. Welcome to Organic Land :)


Tags


You may also like

ปวดหลังแบบไหนอันตราย เช็คให้ชัวร์ก่อนสายเกินแก้!
เช็คด่วน! คุณอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงคลอเรสเตอรอลสูง
ริมฝีปากบวมสาเหตุและวิธีดูแลรักษา
{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

พวกเราตั้งใจและทุ่มเทกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์เพื่อทุกคน และพวกเรารู้สึกยินดีมากๆ หากคุณสนใจที่จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์คอนเทนท์ดีๆ ในคอมมูนิตี้ของเรา 

>