• Home
  • /
  • Blog
  • /
  • Lifestyle
  • /
  • ด้วยแรงบันดาลใจจากผู้คน ครูสอนโยคะ บทบาทใหม่ของ กุ๊กไก่-ภาวดี

ด้วยแรงบันดาลใจจากผู้คน ครูสอนโยคะ บทบาทใหม่ของ กุ๊กไก่-ภาวดี

หลังจากประกาศออกมาเป็นนักแสดงอิสระ ตอนนี้กุ๊กไก่ได้ค้นพบบทบาทใหม่ จากนักแสดงสู่ครูสอนโยคะอาชีพ ที่ทำให้ตัวของเธอตระหนักรู้ในตัวเอง พร้อมนำความเข้าใจเหล่านี้มาแบ่งคนกับคนรอบข้าง

ในครั้งนี้ Simplee Organic ได้มีโอกาสพูดคุยสัพเพเหระกุ๊กไก่ เกี่ยวกับชีวิตหลังจากได้เข้าสู่วงการครูสอนโยคะในหลายๆ แง่มุม สำหรับใครที่สนใจศาสตร์ของโยคะ แต่ลังเลว่าจะเรียนดีหรือไม่ บทความนี้เหมาะสำหรับเพื่อนๆ ค่ะ มาเริ่มกันเลย!

1. เริ่มฝึกโยคะมานานเท่าไหร่ เพราะอะไรถึงมาฝึก

เริ่มฝึกจริงๆดลยน่าจะประมาน 3 ปีกว่าแล้ว เริ่มจากแม่ของไมเคิลชวน ถ้าย้อนความไปเมื่อประมาน 5-6 ปีที่แล้วเราก็เคยเข้าไปฝึกเหมือนกันแต่เป็นคลาสรวม ที่มีคนเข้าฝึกกับเราเป็น 10-20 คนตามฟิตเนสแต่ไม่เคยเข้าโยคะคลาสเล็ก

ทีนี้แม่ของไมเคิลเค้าก็ชวนมาเข้าฝึกโยคะคลาสเล็ก ที่จะมีคนฝึกถึง 10 คน เต็มที่ก็ 7-8 คน แล้วก็จะเป็นผู้ใหญ่อายุเยอะหมดเลย ประมาน 35 ปีขึ้นไป แล้วเราก็เข้าไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ เข้าไปเรียนกับเค้า

แล้วสิ่งที่เราได้จากการเรียนกรุ๊ปเล็ก มันคือการที่คุณครูเค้าจะโฟกัสกับร่างกายเราได้เยอะมาก เค้าจะรู้ได้ว่านักเรียนคนนี้มีปัญหาตรงส่วนไหนของร่างกาย จากตรงนั้นมันก็เลยทำให้กุ๊กเริ่มชอบ ทำให้เราเห็นถึงใจความหลักของการเรียนโยคะ 

ซึ่งใจความหลักของการเรียนโยคะเนี่ย มันเรียนเพื่อปรับสมดุล ปรับร่างกายของเราให้มันบาลานซ์ ให้มันมีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุดในขณะเดียวกัน 

พอเข้าใจตรงจุดนี้เราเลยรู้ว่ามันเข้ากับเรามากๆ มันคอนเทกกับเรามากๆ รวมถึงตอนนั้นแม่กุ๊กประสบอุบัติเหตุ ข้อเท้าแพลง แล้วเราก็ลองเอาท่าบางท่าที่ครูทำไปสอนแม่ ทำให้ก็อาการดีขึ้น จนตอนนี้ข้อเท้าก็กลับมาเดินได้ปกติ เราก็เลยยิ่งคอนเทกกับมัน ยิ่งรู้สึกว่ามันใช่กับเรา 

2. สิ่งที่ยากที่สุดในการเริ่มเล่นโยคะของกุ๊ก

กุ๊กจะมีปัญหาเรื่องความแข็งแรง ก็คือด้วยความที่เราไม่ได้เป็นคนที่ออกกำลังกายแบบซีเรียสอะไรขนาดนั้น ที่ผ่านมาเราก็ไปออกกำลังกายด้วยการวิ่ง คาร์ดิโอ เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งการวิ่งหรือคาร์ดิโอเนี่ย มันคือการเอาไขมันออก แต่ไม่ใช่เป็นการสร้างกล้ามเนื้อ หรือทำให้แขนของเรามีแรง เพราะฉะนั้นกุ๊กผอมตัวเล็กก็จริง แต่ความแข็งแรงทั้งหมดที่เรามีมันแทบจะเหมือนยกตัวเองไม่ขึ้น

อันนี้เหมือนเป็นจุดที่กุ๊กมีปัญหามาก เหมือนพอเราเข้าไปในคลาส แล้วต้องทำพวกท่าที่ใช้แรงแขน ใช้แรงไหล่ หลัง เราก็จะใช้แรงแป๊บเดียวก็จะเหนื่อย แล้วจะเหมือนกับแบกตัวเองไม่ไหว และเราก็จะทำได้ไม่ดีเท่าคนที่เค้าเคยเวท เทรนนิ่ง คนที่เค้าไม่เคยเล่นโยคะแต่เวทเทรนนิ่งเนี่ยเค้าก็จะมีแรงแขนมากกว่าที่กุ๊กมี 

3. เพราะพื้นฐานเป็นคนไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ กุ๊กก็เลยต้องฝึกโยคะพร้อมกับการเวทเทรนนิ่งไปด้วย ?

ใช่ค่ะ ก็เหมือนเราพยามแก้ไขตรงจุดที่เรายังอ่อนอยู่ เพื่อให้ทั้งความยืดหยุ่นของร่างกายที่เรามีอยู่แล้ว กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมันไปด้วยกัน

4. สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราจริงจังกับโยคะมากขึ้น

สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรามากๆ คือ แม่ของไมเคิลและแม่ของเรา คือช่วงระยะเวลาที่เราเรียนอยู่กับแม่ปีนึง แม่กุ๊กก็มีอุบัติเหตุล้มจนข้อเท้าแพลง ข้อเท้าแพลงในที่นี้คือ ด้วยความที่แม่กุ๊กอายุเยอะทำให้พอเค้าล้ม ตรงข้อเท้าของแม่กุ๊กคือจะบวมออกมาเป็นลูกเหมือนลูกเทนนิส แล้วมันก็ม่วง

พอกุ๊กได้เอาการฝึกโยคะไปสอนแม่ แล้วแม่หายดีขึ้น รวมถึงพ่อที่เป็นคนชอบวิ่งอยู่แล้วแต่ไม่ค่อยได้ยืด กุ๊กก็เอาสิ่งนี้ไปให้ครอบครัวกลายเป็นว่าครอบครัวเราก็สนใจ ให้ความใส่ใจกับสุขภาพตัวเองมากขึ้น ทั้งๆ ที่เค้าก็ไม่ได้มาเล่นโยคะกับกุ๊กจริงจังนะ แต่กุ๊กรู้สึกว่าเหมือนพอเราทำ แล้วเราทำสม่ำเสมอหน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าเค้ามีเพื่อนทำ แบบลูกสาวทำเค้าก็ทำได้ เราก็เลยเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้เค้า

บวกกับแม่ไมเคิลที่เค้าบอกว่าเค้ารู้สึกดีที่เราไปเรียนเป็นเพื่อนเค้า แล้วมันก็เหมือนทำให้รอบข้างกุ๊กดีไปหมด เราก็รู้สึกว่ายิ่งการที่กุ๊กมาทำให้แม่กุ๊กหายป่วยได้ กุ๊กก็เลยรู้สึกว่าถ้ากุ๊กไปเรียนเป็นครูก็ดีนะ เพราะกุ๊กหน่ะรู้ตรงนี้กุ๊กก็จะได้นำความรู้ที่มีไปบอกคนอื่นด้วย 

5. อะไรที่ทำให้ตัดสินใจมาเป็นครูเอง

คือ จริงๆ ตอนเริ่มแรกที่เรียนเลยเนี่ย เราคิดแค่ว่าจะเอาสิ่งนี้ไปใช้กับครอบครัวกับคนรอบตัว แต่ปรากฏว่าพอทำไปเรื่อยๆ กุ๊กอัพเดทสิ่งที่กุ๊กมีเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตอนแรกกุ๊กแค่อยากทำเป็น journal ให้กับตัวเอง เพื่อให้เฟสบุ๊คมันแจ้งเตือนว่าปีนี้เราทำอะไรบ้าง ดังนั้นกุ๊กก็โพสไปเพื่อที่อีก 1 ปีเรามาดูว่าเราพัฒนาจากตอนนั้นจนตอนนี้ยังไงบ้าง

แต่ปรากฏว่าพอหลังๆ พอเราโพสไปปรากฏว่าแทนที่มันจะเป็นแค่แรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง มันก็เริ่มขยาย คนก็เริ่มทักมาถามถึงสุขภาพมากขึ้น เราก็แบบว่าอ่อ ที่เราเรียนมันคงได้ใช้มากกว่าครอบครัวหรือแค่คนรอบข้าง 

6. หลังจากกุ๊กเริ่มฝึกโยคะ อาหารการกินของกุ๊กเปลี่ยนไปด้วยรึเปล่า

เปลี่ยนค่ะ ใช้คำว่า เปลี่ยนเลย แต่ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเพราะเราเฮ้ยอยู่ๆ มาโยคะ แล้วเราก็มาเปลี่ยน คือก็มีบ้างที่คนใน Society นี้เค้าจะหันมากิน Vegen แต่ว่าวีแกนก็มีหลายขั้นนะ คือต้องบอกไว้ก่อนว่าไม่ได้กินแต่ผักอย่างเดียว มันจะมีหลายเวอร์ชั่นมาก 

ที่กุ๊กกินเนี่ย คือ กุ๊กกินเพราะว่าจำเป็นต้องกิน เนื่องจากว่าวันดีคืนดีร่างกายก็เกิดอการเม็ดเลือดขาวทำงานผิดปกติ จากการแพ้สารที่อยู่ในอาหาร โดยก่อนหน้านั้นกุ๊กก็กินอาหารเป็นปกติเหมือนคนอื่นทั่วไปเลย ก็คือกินข้าวมันไก่ กินข้าวไข่เจียว อะไรอย่างงี้ ไม่ได้ซีเรียสเรื่องอาหารขนาดนั้น แต่ว่าก็คือนั้นแหละ เป็นโชคชะตาที่วันดีคืนดีจะต้องเข้าไปห้องพยาบาลเพื่อรักษาอาการลมพิษรุนแรง โดยไม่รู้สาเหตุ หมอก็เลยเช็คเลือดในโรงบาล 3 วัน

ระหว่างนั้นคุณหมอก็พยายามหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงเป็นลมพิษขั้นรุนแรง แบบมีอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ก็พอไปหาสาเหตุก็พบว่า เราเป็นภูมิคุ้มกันบกพร่องจากอาหาร แต่ว่ากุ๊กไม่รู้ตัวเพราะว่าอวัยวะที่แพ้มันคือพวกลำไส้ แล้วลำไส้มันไม่มีเส้นประสาท มันไม่สามารถบอกให้เรารู้ได้ว่ามันแพ้ เราจะรู้ได้แค่ว่ามันบวม แล้วเราจะเข้าใจว่ามันอิ่ม

ก็เลยเหมือนกับว่า พอมันปะทุออกมาเนี่ย ทำให้เราพึ่งรู้ หมอก็บอกกับเราว่าต้องหยุดเลยนะ คือพอมันเป็นเรื่องอาหารหน่ะ เค้าก็บอกเราเลยว่าเราต้องชัทดาวน์ตัวเอง ถ้าไม่อย่างนั้นอาการที่เราหายใจไม่ออกมันก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆๆ ค่าเลือดที่มันเพี้ยนมันก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถ้าหนักที่สุดเราก็อาจเป็นโรคพุ่มพวงได้

เราก็เลยแบบว่าอ๋อ จะต้องหยุดทุกอย่างที่หมอส่งใบมาว่าจะต้องหยุด มันก็เลยเหมือนกับชัทดาวน์การกินหมดเลย แต่ก็พูดเลยว่าไม่แนะนำให้ใครอยู่ๆ มาทำแบบนี้ เพราะมันทรมานมาก คือ กุ๊กก็ร้องไห้เยอะมาก มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราอยู่ๆ อยากจะทำ ใน 

Way ที่ดีที่สุด คือ เราต้องค่อยๆ ปรับตัวในเรื่องอาหารการกินว่าเราลดอาหารแปรรูปมั้ย เราไม่กินอาหารที่เราไม่เห็นว่ามันผสมอะไรมาบ้าง อาจจะลดน้ำตาลแปรรูป ลดพวกอาหารเวฟ  

7. ก็คือว่ากุ๊กทำกับข้าวกินเองด้วย ?

ใช่ค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นแม่ไมเคิลทำ คือเราบอกก่อนว่าเราเป็นผู้หญิงไม่ทำกับข้าว เป็นผู้หญิงล้างจานกับเก็บกวาด (หัวเราะ) แต่เราเป็นคนดูแลเรื่องวัตถุดิบ คือเราเป็นคนที่ดูฉลากส่วนผสมเยอะมาก คือเราเป็นคนที่แพ้นมกับถั่วเหลือง ไม่ได้เลย ทำให้ต้องดูส่วนผสมของทุกแบรนด์ที่จะซื้อ และพีคมากตรงที่ หมูบางแบรนด์มีส่วนผสมของถั่วเหลืองอยู่ น่าจะมาจากกากที่เค้าป้อนให้เป็นอาหาร

เมนูที่กุ๊กกินบ่อยๆ คือ หมูผัดหัวหอมใหญ่ อันนั้นก็ง่ายดี ก็คือ ด้วยความที่ตัวหมูมันจะมีมันใช่ไหมคะ คือกุ๊กไม่ได้ซื้อหมูแห้งหรืออกไก่มาเพื่อผัดเเห้งๆ กุ๊กก็กินแบบสันคอหมูนะ คือมันของหมูมันไม่ได้แย่ คือจริงๆแล้วมันหมูมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ถ้ามันไม่ได้เข้าไปถึงขั้นขาหมู ก็คือไขมันหมูเอามาตุ๋นใช่มั้ย แต่อันนี้มันคือแบบ ถ้าเรากินเต็มที่มากสุดก็ 150 g แล้วมันหมูมันก็ชิ้นเล็กๆ เราก็เลยรู้สึกว่าไม่เป็นไรหรอก กินได้ 

จริงๆ แล้วปกติไขมันพวกนั้นมันไม่ได้แย่นะคะ คนที่อยากจะลดน้ำหนักเร็วๆ จะชอบแพนิค จริงๆ กุ๊กพูดเลยว่ามันกินได้นะ แล้วก็ไม่ต้องไปรังเกียจมัน เพราะว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เราอ้วนจริงๆ คือ พวกน้ำตาล น้ำตาลจากเครื่องดื่มที่เราสั่ง อย่าง ลาเต้ หรือเครื่องดื่มที่เค้าใส่น้ำตาลเยอะๆ อันนี้ทำให้อ้วนได้มากกว่าการที่เรากินหมูติดมันอีก

เมนูที่กุ๊กกินก็จะเป็นเอาหมูพวกนี้ มาจี่กับกะทะ แล้วก็มันของหมูจะออกมา และใช้ความหวานจากหัวหอมมาผัด เป็นตัวปรุงหมู แล้งเราก็ใส่พวกพริกไทยดำ เกลือ แค่นั้นแหละ

8. กุ๊กไม่ได้ Fix เรื่องอาหารใช่มั้ย

ไม่ได้ Fix คือคนจะเข้าใจว่าเธอต้องไม่กินแน่ๆ จริงๆ แล้วก็คือ พอเราศึกษาโภชนาการ หรือว่าหาข้อมูลเรื่องนี้ดีๆ จะรู้ว่าเราอ่ะ จริงๆ แล้วกินเนื้อสัตว์ได้เป็นปกติเลย การกินหมูกะทะก็กินได้ ถ้าเรากินในปริมาตรที่มันไม่เยอะเกินไป โดยปกติของเนื้อหมูเนี่ยมันทำให้เราอ้วนยากมากเลยนะ แบบมันต้องกินเยอะมาก มันถึงจะทำให้เราอ้วน ถ้าไม่ใช่หมูสามชั้น หรือขาหมูนะ

คือการเอาหมูสดมาปิ้งย่าง แล้วทำให้อ้วนเนี่ยยากมาก แล้วก็พวกปลาหรือไก่ สามารถกินได้ เพราะว่าเนื้อสัตว์ที่กุ๊กพูดมามันเป็นโปรตีน ร่างกายเราใช้พลังงานในการย่อยโปรตีนเยอะมาก เพราะฉะนั้นสมมุติว่า ถ้าร่างกายจะต้องย่อยหมูเนี่ย ร่างกายจะต้องเผาผลาญแคลลอรี่ต่อมันมากขึ้น เพื่อไปเผาผลานก้อนหมูที่เรากินเข้าไป ผิดกับถ้าเราไปกินน้ำตาล มันจะยิ่งอ้วน ยิ่งเกิดไขมันที่อาจสะสมอยู่ในช่องท้องมากกว่าที่เรากินเนื้อหมู เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปกินผักอย่างเดียวนะคะ ได้นะคะเนื้อ

9. ชีวิตหลังจากออกมาเป็นนักแสดงอิสระกับครูสอนโยคะเป็นยังไงบ้าง 

ชอบมาก ชอบมากๆ คือ ต้องขอพูดถึงวงการบันเทิงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มันค่อนข้างมี beauty standard ที่ทำให้เราต้องผอม หรือว่าต้องตัวเล็กๆ อาจจะต้องผิวขาวอาหมวยอะไรอย่างงี้ ต่อให้กุ๊กเป็นคนผิวขาว ดูเป็นคนจีน อาหมวยและตัวเล็กแบบนั้นหน่ะ แต่กุ๊กก็ไม่ชอบสิ่งนี้อยู่ดีเพราะว่า สุดท้ายแล้วเวลาเราไปทำข้างนอก มันก็จะชอบแบบ โทษนะ ทำไมเธอนมเล็กจังเธอไปทำนมมั้ย เธอไปเติมจมูกหน่อยมั้ย 

ซึ่งเรารู้สึกว่า สิ่งนี้มันไม่เกิดขึ้นเวลาเราอยู่ในสังคมโยคะ หรือสังคมของการออกกำลังกายเลย พอกุ๊กได้เข้าไปในวงการที่ออกกำลังกายจริงๆ เนี่ยเรื่องพวกนี้มันไม่ถูกพูดถึงเลย มันค่องข้างเป็นเรื่องที่เค้าไม่พูดกันเลย เค้ามองข้ามสิ่งนั้นไปเลย เหมือนเค้า educate เรื่องนี้ เค้ารับรู้อยู่แล้วว่าทุกคนมีบอดี้ที่เป็นของตัวเอง ทุกคนแค่มาอัพเดทว่าวันนี้เราแข็งแรงขึ้นจากเมื่อวานรึยัง วันนี้เราพัฒนาไปจากเมื่อวานแค่ไหน

แล้วการที่กุ๊กได้เข้าไปอยู่ในสังคมที่น่ารักขนาดนี้เนี้ย กุ๊กก็รู้สึกว่ามันฮิลจิตใจกุ๊กมากๆ ในวันที่กุ๊กจะต้องไปออกกอง หรือในวันที่กุ๊กจะต้องเจอคำถามแบบเดิมๆ อย่าง เนี่ย น้องตัวเล็กเกินไปทำให้ชุดพี่พอใส่แล้วมันดูหลวม ทำให้เราใส่ชุดเค้าไม่สวย เนี่ยเราต้องไปเจอแบบนี้ทุกวัน มันก็บั่นทอนเราไปทุกวัน ดังนั้น เวลาที่เราได้กลับไปอยู่ใน save zone หรือจุดที่ดี เราอยู่ตรงนี้แล้วเราสบายใจ

แต่พอเดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ คนเริ่มเรียนรู้ เริ่มเข้าใจ ว่ามันไม่ได้มี beauty standard เราก็รู้สึกว่า อื้ม มันก็ดีขึ้นนะ แล้วก็เริ่มแฮปปี้มากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าโลกก็พัฒนาไปบ้าง

10. การจัดการเวลาของกุ๊ก

โดยปกติแล้วกุ๊กไม่ได้รับงาน 7 วันเนอะ เค้าจะใช้เราแค่ 3-4 วันต่อสัปดาห์ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีเรื่องโรคระบาดเนอะ เราก็ต้องเว้นไปบ้าง กุ๊กก็จะให้พี่ที่เค้าจัดการตารางงานมาอัพเดตกับเราบ่อยๆ ถ้ามีวันที่ว่าง กุ๊กก็จะพานักเรียนมาสอน ดังนั้นนักเรียนเราเค้าก็จะรู้ว่ามันจะมีวันที่เราได้ วันที่เค้าไม่ได้ ในแต่ละอาทิตย์ เราก็จะมาคุยกันว่าใครได้วันไหนบ้าง เราก็จะคุยกันตลอดว่า สัปดาห์นี้วันไหนดี สัปดาห์หน้าวันไหนดี อยากไปตรงไหน

11. ศาสตร์โยคะในแบบของกุ๊กเป็นยังไง

คือจริงๆ โยคะมีหลายแบบมากก แต่โยคะที่เป็น traditional จริงๆ จากอินเดีย เค้าก็จะไม่ได้มีอะไรเยอะเลย เค้าก็จะมีแค่ให้เราเอาตัวกับเสื่อไป แค่นั้นเอง บางทีก็ไม่ต้องมีเสื่อก็ได้ แค่เอาตัวไปออกกำลังกาย ไปยืดเหยียดเฉยๆ

แต่ว่าโยคะแบบอื่นๆที่ทำงาน เช่น Yoga Fly โยคะที่มีห่วงหรือเชือก พวกนี้เป็นโยคะที่แตกแขนไป คนที่เป็นลูกสิทธิ์เขาไปหาความรู้เพิ่ม ไปปรับใช้ในแบบของตัวเอง มันก็เลยแตกแขนงเป็นสาขาอื่นๆ 

โยคะที่กุ๊กเอามาสอนเนี่ย เป็นโยคะแบบแทบจะ traditional เลย แทบจะเป็นแบบเดิมที่มาจากอินเดีย การสอนนักเรียนในคลาสแรกส่วนใหญ่ของกุ๊กจะเป็น Vinyasa flow อันนี้มันก็จะเป็นการบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงกับความยืดหยุ่นไปด้วยกันในหนึ่งคลาส 

โยคะของกุ๊กฟิลจะไม่เหมือนการต่อยมวยที่ออกแรงไปเรื่อยๆ แต่ของกุ๊กมันจะเป็นแบบค่อยๆ calm down นักเรียน แล้วก็พานักเรียนขึ้นไปไต่ๆ จนเหนื่อยปุ๊บ แล้วก็ลงมายืดให้เส้นที่มันตึงจากการที่ถูกใช้ตอนแรก ให้ clam down มันลงมา ของกุ๊กก็จะเป็นกราฟประมานนี้

บางคนอาจจะคิดว่า โยคะต้องช้ารึเปล่า โยคะต้องมีสมาธิ เราเป็นคนสมาธิสั้นมากเลยเรียนไม่ได้ อยู่ไม่นิ่งอะไรอย่างงี้ คืออยากให้ลองมาเรียนดูก่อน แล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเนี่ยมันมี challenge เยอะมาก เดี๋ยวเราจะเจออะไรใหม่ๆ กับร่างกายตัวเองเยอะมาก เพราะว่าโยคะเนี่ยจริงๆ มันจะใช้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกายเรา บางคนก็จะไม่รู้ว่า เฮ้ยเรามีกล้ามเนื้อตรงนี้ด้วย ที่มันขยับได้ 

12. ข้อดี ข้อเสีย และข้อห้ามในการเรียนโยคะมีอะไรบ้าง

มันเป็นเรื่องของข้อควรระวังมากกว่า เพราะว่าเวลาที่เราไปเล่น อย่างเช่นเด็กๆ ไม่มีเวลามากพอที่จะมา take class เลยไปเปิด youtube เล่นเอง แล้วดันไปเปิดอันที่มันยาก หรืออันที่แบบว่าทำให้น้ำหนัก มันไปลงผิดที่

เช่น สมุติว่าเวลาเรานั้ง เค้าบอกให้เรานั้งแล้วพับตัวลงไป คือเค้าอัดเป็นวีดีโอแล้วเอาให้เราดู เค้าก็ไม่ได้บอกเราว่าเวลาที่เราก้มตัวลงไปเนี่ย เราจะต้องระวังอะไรบ้าง บางทีในคลิปมันก็บอกไม่หมด พอมันบอกไม่หมดแล้วบางทีคนทำ มันก็จะทำให้น้ำหนักมันไปลงผิดที่ เช่น สมุติว่าเราเอนตัวลงไปไม่พอ หรือหลังเราโก่ง แล้วเราเข้าใจว่านี่คือท่าที่ถูกต้อง แล้วทำไปเรื่อยๆ เราก็จะปวดหลัง

อันนี้มันก็คือข้อควรระวัง เวลาที่เราทำไปโดยที่ไม่มีเทรนเนอร์ หรือว่าไม่มีครูคอยบอกอ่ะ ถ้าเราพลาดแล้วไปทำสิ่งที่พลาดซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ จนมันสะสมเป็นพังผืด จนเกิดอาการปวด เจ็บ มันสะสมเรื้อรัง มันก็เหมือนเราทำผิดมาตลอด แล้วหลังเราเกิดเบี้ยว อันนี้ก็เป้นเรื่องอันตรายที่เราเป็นห่วง 

ดังนั้นกุ๊กเลยคิดว่าสำหรับคนที่อยากเล่นเอง ให้ลองไปเรียนกับครูซักครั้งนึง เพื่อที่จะได้รู้ว่าท่าที่เราเห็นในคลิปที่ถูกต้องมันต้องลงน้ำหนักยังไง ขอแค่ซักครั้งนึงแล้วจะกลับไปทำซ้ำเองที่บ้านก็ได้ คือ

อย่างเราเวลานักเรียนของเรามา เราก็จะบอกเสมอว่าโอเค คุณจะรู้มาว่าคุณควรออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์ แต่เราจะไม่ได้มาบอกว่า คุณต้องมาเรียนกับเรา 3 วันต่อสัปดาห์นะ ขอแค่ว่าคุณมาเรียนซัก 1 ครั้งแล้วคุณจำได้ว่าเราสอนอะไรคุณไปบ้าง แล้วคุณไปทำเองก็ได้อีก 2 วันที่เหลือ แค่อย่าไปทำให้มันผิด เราไม่ได้แบบว่าจะต้องไปเอาตังค์จากนักเรียน เราแค่ขอให้คุณทำให้ถูก ขอแค่อาทิตย์หน้ากลับมาแล้วเราเห็นว่าร่างกายเค้าดีขึ้นอ่ะ แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว มันแค่นั้นแหละ

13. กุ๊กมีเทรนด์โยคะอื่นๆ ที่อยากจะไปต่อไหม

จริงๆ ทุกวันนี้กุ๊กก็ยังเรียนอยู่ทุกวัน ทุกวันแบบทุกวันเลยนะ ก็คือ วันไหนว่างก็ไปเรียน ทีนี้กุ๊กก็เลยยังไม่ได้แพลนว่าจะไป Ashtanga Yoga หรือ Yoga Fly อะไรอย่างงั้น เพียงแต่ว่าโยคะเนี่ย แค่ฝึกโยคะให้ครบทุกท่าที่เราเห็นเนี่ย มันก็เยอะมากๆ แล้ว ที่เราเห็นการฝึกของ Ashtanga เนี่ย มันก็คือการเอาท่าโยคะมารวมกัน แล้วเอามาเขียนเป็นแพคว่านี่คือ Ashtanga แต่จริงๆ แล้วแพคนี้ทั้งแพคก็คือโยคะ เป็นเหมือนก้อนโยคะแล้วแค่แตกออกไปว่าเซ็ตนี้แตกออกมาคือ Ashtanga เซ็ตนี้แตกออกมาเรียกว่า Vinyasa อะไรอย่างงี้แต่จริงๆ แล้วทั้งหมดเนี่ยอยู่ในศัพท์ของโยคะ 

เพราะฉะนั้นการจะเรียนโยคะให้ครบเนี่ยก็ตายแล้ว ก็เหนื่อยมากแล้ว คือบอกว่าเรียนโยคะเรียนให้บรรลุ ขนาดครูของกุ๊กอ่ะสอนมา 20 ปีแล้ว ทุกวันนี้ครูก็ยังต้องฝึกอยู่ ก็คงไปเรียนเพิ่มแหละ แต่มันพูดยากมากว่าตัวเองจะไปเรียนทางไหนต่อ เพราะว่าจริงๆ แล้วมันต้องเรียนหมดเลย เพียงแต่ว่าพวก Yoga Fly อันนั้นกุ๊กจะยังไม่ไปแตะ เพราะว่ามันต่อยอดออกไปอีกจากโยคะ มันคือการที่คนเล่นโยคะไปเอาอุปกรณ์มาเล่นเสริม แต่จริงๆแล้วอ่ะ โยคะที่เป็นแค่ตัวกับเสื่อ กว่าจะเรียนให้จบก็ยากมากๆแล้ว

แล้วในขณะที่ฝึกอยู่ กุ๊กก็จะคอยหาความรู้เพิ่มในแง่ของนักเรียนของกุ๊กที่มีปัญหาเรื่องสุภาพ อย่างสมมุติว่า นักเรียนของกุ๊กเนี่ยบางคนก็จะมีอาการปวดหลังจากการนั้ง ออฟซินโทรม มีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังไม่ตรงเป็นรูปตัวเอส อันนี้กุ๊กก็จะเป็นคนคอยหาข้อมูลตลอด หรือว่านักเรียนกุ๊กอยากเรียนโยคะและอยากทำ IF ไปด้วย จะต้องมีวิธีการจัดการตารางชีวิตยังไง

กุ๊กก็เลยโฟกัสสิ่งนี้มากกว่า คือ โยคะไปด้วยและหาข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อนักเรียนของกุ๊กไปด้วย ประมานนี้ เหมือนกุ๊กจะเน้นสิ่งนี้มากกว่า ทำควบคู่กันแล้วค่อยๆ ไป เพราะว่าถ้ากุ๊กสนใจแต่โยคะอย่างเดียวโดยที่ไม่สนใจปัญหาของนักเรียนเนี่ย มันไม่บาลานซ์กัน มันเหมือนจะต้องพยามให้เค้าดีไปด้วย ปรับตัวไปกับนักเรียนด้วย 

แนะนำสตูดิโอ

ขอฝากทุกคนด้วยนะคะ เนื่องจากว่าตอนนี้เป็นทั้งนักแสดงอิสระและก็เป็นทั้งคุณครูสอนโยคะ ก็สามารถพูดคุยกับกุ๊กหรือปรึกษาได้ ก็คืออยากจะปรึกษาก็ได้ อยากจะสนใจคลาส หรือว่าไปเห็นท่านี้แล้วอยากเรียนกุ๊กสอนได้ไหม สามารถส่งคำถามมาได้ในลิงค์ของไอจี 

ในลิงค์ของไอจีอ่ะค่ะ กดเข้าไปที่ลิงค์เว็บข้างล่าง มันก็จะขึ้นมาว่าจะคุยกับกุ๊กผ่านไลน์จะคุยกับกุ๊กผ่านไลน์ เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ มันจะขึ้นคอนเทคมา สามารถแอดเข้ามาได้หมดเลย ซึ่งทั้งหมดกุ๊กก็จะเป็นคนดูแลเอง ตอบเอง คือกุ๊กสามารถให้คำปรึกษาตั้งแต่การออกกำลังกาย การกินอะไรอย่างงี้ มาพูดคุยกันได้ 

แล้วก็สตูดิโอที่กุ๊กสอน มีคอนเซปการสอนโยคะของตัวเองคือ อยากให้นักเรียนที่มาเรียนรู้สึก clam down ผ่อนคลายมากๆ เพราะว่ากุ๊กเนี่ยรู้สึกว่า การที่มีชีวิตอยู่ในเมืองกรุงเนี่ย ในแบงค์คอกของเราเนี่ยมันค่อนข้าง intensive ไปกับการทำงานมากแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่มาเรียนกับกุ๊กเนี่ย กุ๊กค่อนข้างอยากให้นักเรียน relax ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็สังเกตุร่างกายตัวเองมากๆ

ฉะนั้นสตูดิโอที่กุ๊กเลือกใช้มันก้จะเป็นบ้านที่ไพรเวท กุ๊กก็จะ collabs กับ bird of yoga อยู่เอกมัย 12 อันนั้นก็จะเป็นสตูดิโอที่กุ๊กรู้สึกว่าเข้ากับสไตล์ของกุ๊กมาก และมันทำให้นักเรียนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แล้วก้ทุกครั้งที่นักเรียนมาฝึกนักเรียนก็จะกลับไปพร้อมความรู้สึก relax และก็รู้สึกพร้อมที่จะไปทำอะไรใหม่ๆ

อบตัวสมุนไพร ด้วยตัวเอง งบ 33 บาท!

About the author

About the author

Tanjai Paimyotsak

Tanjai Paimyotsak

Hello I'm Tanjai Nice to meet you. If you like my content please share it with your friends.


Tags


You may also like

สิวอักเสบ ! ไม่มีหัวสิบแต่เจ็บปวดเหลือเกิน สาเหตุมาจากอะไร ?
นอนไม่หลับให้ปรับการกิน ! อาหารที่ทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
Sleep Cycle นอนหลับอย่างไร ให้ตื่นมาแล้วไม่ปวดหัว !
{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

พวกเราตั้งใจและทุ่มเทกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์เพื่อทุกคน และพวกเรารู้สึกยินดีมากๆ หากคุณสนใจที่จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์คอนเทนท์ดีๆ ในคอมมูนิตี้ของเรา 

>